16 วัน กับประสบการณ์การเดิน Camino de Santiago

16 วัน กับประสบการณ์การเดิน Camino de Santiago
The Way - Camino de Santiago

ถ้าอยากลองไปทำอะไร ที่ท้าทายทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ ให้เวลากับตัวเองในการครุ่นคิด และสะท้อนตัวตน  ผู้คนเป็นมิตร ได้เจอเพื่อนใหม่ ได้เดินทางในที่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราจะได้เจอในการเดิน Camino de Santiago ที่ประเทศสเปน

Camino de Santiago คืออะไร

"Camino" มีชื่อเต็มว่า Camino de Santiago แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า The Way of Saint James แปลตามตัวหนังสือแปลว่า ทาง แห่ง เซนต์เจมส์

อธิบายสั้น ๆ คือมันคือเส้นทางที่นักเดินแสวงบุญ (Pilgrimage) เดินทางไปสักการสุสานของนักบุญเซนต์เจมส์ซึ่งอยู่ที่เมือง Santiago de Compostela (ต่อไปนี้จะเรียกย่อ ๆ ว่า เมืองซานติเอโก อย่าไปงงว่าเป็นซานติเอโกประเทศอื่นนะ) เมืองหลวงของแคว้นกาลีเซีย ประเทศสเปน เส้นทางนี้เป็นเส้นทางโบราณ ผู้คนดินทางแสวงบุญผ่านเส้นทางพวกนี้กันมากว่าพันปีแล้ว

เซนต์เจมส์คือใคร ท่านคือหนึ่งในสิบสอง  อัครสาวกของพระเยซู

ขอให้นึกถึงรูป The Last Supper ของ Leonardo da Vinci เซนต์เจมส์คือหนึ่งในนักบุญที่ร่วมโต๊ะอาหารครั้งสุดท้ายกับพระเยซู แค่นี้คงนึกออกว่าท่านเจ๋งระดับไหน ที่นี้ อัครสาวกของพระเยซูมี เซนต์เจมส์สองคน คนที่มีสุสานอยู่ที่ซานติเอโก คือ Saint James the Greater คือคนที่มีอายุมากกว่า (อีกคนเรียกว่า Saint James the Less จริง ๆ คือแค่อายุน้อยกว่า แต่ฟังแล้วดูน่าน้อยใจ)

รูป The Last Supper ของ Leonardo da Vinci เซนต์เจมส์นั่งอยู่คนที่สองทางฝั่งซ้ายมือของพระเยซู
เซนต์เจมส์ หนึ่งในพระอัครสาวกของพระเยซูในรูป The Last Supper

เซนต์เจมส์เรียกได้ว่าเป็นอัครสาวกคนสำคัญของพระเยซู มีบทบาท และเข้าร่วมเหตุการณ์สำคัญ ๆ เช่น Transfiguration หลังจากที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน เซนต์เจมส์ได้เดินทางไปเผยแผ่ศาสนาที่คาบสมุทร Iberian (ประเทศสเปน และโปรตุเกส ในปัจจุบัน)

หลังจากที่เซนต์เจมส์เดินทางกลับเยรูซาเร็ม ท่านถูกประหารโดย King Herod Arippa และถือเป็นนักบุญคนแรกผู้ยอมพลีชีพเพื่อศาสนา (Martyr)

ตำนานเล่าว่าผู้ติดตามของเซนต์เจมส์ ได้นำร่างของเซนต์เจมส์เดินทางใส่เรือไปยังคาบสมุทร Iberian และมาขึ้นฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนืองของคาบสมุทร ซึ่งปัจจุบันคือแคว้นกาลิเซียในประเทศสเปน ในสมัยนั้น Queen Lupia ปกครองดินแดนแถบนี้อยู่ และส่งทหารไปขับไล่ ระหว่างการขับไล่ผู้ติดตามของเซนต์เจมส์บนสะพาน เกิดปาฏิหาริย์สะพานเกิดพังลงมา และฆ่าทหารตาย

ควีนลูเปียจึงเปลี่ยนมานับถือศานาคริสต์และส่งวัว และรถลากไปให้ผู้ติดตามของเซนต์เจมส์ ซึ่งผู้ติดตามก็สวดมนต์ขอให้วัวเดิน ๆ เรื่อย ๆ และถ้ามันหยุดตรงไหนก็จะสร้างสุสานตรงนั้น ซึ่งม้าหยุดบนยอดเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ Cathedral of Santiago นั่นเอง

หลังจากนั้นหลุมศพของเซนต์เจมส์ก็ถูกลืม เวลาผ่านไปเกือบ 800 ปี จนกระทั่งถูกค้นพบอีกทีในปี 813 มีคนเห็นแสงส่องลงมาบนภูเขา Libredon จนตามไปพบสุสานของเซนต์เจมส์กับผู้ติดตามทั้ง 2 คน ซึ่งสุสานนี้ต่อมาได้รับการรับรองจากบิชอป และ King Alongso ที่ 2 ได้สร้างโบสถ์ให้เพื่อเป็นที่สักการะ หลังจากนั้นก็มี pilgrim เดินทางมาสักการะ และโบสถ์ก็ได้รับการขยายเป็น Cathedral ในเวลาถัดมา

เซนต์เจมส์เป็น Patron Saint ของทั้งประเทศสเปน และเหล่า pilgrim เวลาเห็นรูปปั้นเซนต์เจมส์จะมี 3 ภาค คือ

1) ภาคนักบุญ ในมือถือ ม้วนกระดาษ หรือหนังสือ

2) ภาคนักแสวงบุญ (pilgrim) ในชุดเดินทางผ้าคลุม หมวกใบใหญ่ ถือไม้เท้า และน้ำเต้า ในการเดินทาง พร้อมกับสัญลักษณ์เปลือกหอย

3) ภาคนักรบบนม้าขาว ซึ่งม้าจะเหยียบหัวนักรบชาวมัวร์อยู่ มีที่มาจากการที่มีคนเห็นเซนต์เจมส์มาช่วยรบในสงคราม (battle of Cavijo) ในปี 852 ต่อต้านแขกมัวร์ระหว่างสงครามขับไล่แขกมัวร์ออกจากสเปน

ซึ่งเราจะเห็นเซนต์เจมส์ทั้งสามภาคตามสถานที่ต่าง ๆ ตลอดการเดินทางเส้น Camino นี้

เซนต์เจมส์ทั้ง 3 ภาคที่ปรากฏอยู่ในที่ต่าง ๆ จากซ้ายไปขวา ภาคนักบุญ ภาคนักรบ และภาคนักแสวงบุญ (Pilgrim)
เซนต์เจมส์ทั้ง 3 ภาคที่ปรากฏอยู่ในที่ต่าง ๆ 

เส้นทาง Camino นี้ถือยังถือเป็นเส้นทางแสวงบุญหนึ่งในสามที่สำคัญของชาวคริสต์ รองจากเยรูซาเล็ม และโรม

ตลอดการเดินทาง เราจะเจอสัญลักษณ์หอยเชลล์ ซึ่งแปลได้หลายอย่างเช่น เป็นสัญลักษณ์ของเซนต์เจมส์ นอกจากนี้ยังเปลือกหอยยังเหมือนมือที่แบออก เป็นสัญลักษณ์ของความดีที่คาดหวังจาก pilgrim หรืออาจจะเป็นเพราะว่าลายบนเปลือกหอยที่มารวมกันที่จุด ๆ เดียว เหมือนกับเส้นทางต่าง ๆ ที่มีสู่จุดหมายเดียวกันที่ Santiago de Compostela

เส้นทางนั้นก็มีหลากหลายเส้นทาง แต่เส้นทางหลัก ๆ ที่ pilgrim เดินทางกันก็จะมีเส้นทางที่เดินมาจากฝรั่งเศส (The French way), จากสเปนตอนเหนือ (The Northern way), จากโปรตุเกส (The Portuguese way) นอกจากนี้ยังมีเส้นทางอื่น ๆ อีกมากมาย แต่เส้นที่เป็นทีนิยมที่สุดคือ The French way จากชายแดนฝรั่งเศส ระยะทาง 790 กิโลเมตร ใช้เวลาแบบคนธรรมดาที่ค่อนข้างฟิตประมาณ 35 วัน บวกลบ ขึ้นอยู่กับความบ้าพลัง แต่ 35 วันนี่คือไม่ง่ายนะ บางวันเดิน 30 - 40 กิโลเมตร

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะเริ่มจากตรงไหนก็ได้ จะจบตรงไหนก็ได้ มีกติกาเดียวที่จะได้ใบประกาศนียบัตรว่าเดินมาแล้ว คือจะต้องเดิน 100 กิโลเมตรสุดท้าย หรือขี่จักรยาน 200 กิโลเมตรสุดท้าย ก่อนที่จะถึง Cathedral ที่ Santiago ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง

เนื่องจากมี pilgrim เดินเส้นทางนี้มากว่าหนึ่งพันปีแล้ว ตลอดทางจะมีเมือง หรือหมู่บ้านซึ่งจะมีที่พัก คาเฟ่ ร้านอาหาร เป็นระยะ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ pilgrim ดังนั้นการเดินทางในเส้นทางนี้เราจึงไม่ต้องแพ็คของมาก ไม่ต้องมีพวกอุปกรณ์เต้นท์ แต่อย่างใด เพราะทุกคืนจะสามารถพักตาม Alburge ซึ่งเป็นโฮสเทลสำหรับ Pilgrim โฮสเทลเอกชนทั่วไป หรือโรงแรมก็มีหลายระดับ หลายราคา ส่วนราคาอาหารในเสปนก็ถือว่าเป็นมิตรมาก จึงแทบจะไม่ต้องทำอาหารเองอีกด้วย

แผนการเดินทาง

พวกเราเลือกทาง The French Way หรือ Camino France เพราะเป็นเส้นที่คนเดินเยอะที่สุด และมีสิ่งอำนวยความสะดวกเยอะที่สุด เส้นทางนี้ปกติจะเร่ิมจากหมู่บ้าน St Jean Pied de Port ซึ่งอยู่ที่ชายแดนฝรั่งเศส และเดินข้ามภูเขา Pyrenees เพื่อมายังประเทศสเปน และเดินข้ามทางตอนเหนือประเทศสเปนจากฝั่งตะวันตกไปยังฝั่งตะออก รวมระยะทาง 790 กิโลเมตร

แต่จะไปเรารู้สึกว่าไกลไป พวกเราไม่ได้วางแผนล่วงหน้านาน แล้วกว่าจะได้เริ่มออกเดินทางก็ปลายเดือนพฤษภาคม ต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งถือเป็นหน้าร้อนที่สเปนแล้ว ซึ่งเราไม่ชอบเดินตอนอากาศร้อน แล้วอย่างที่เกริ่นไปแล้ว การเดินเส้นทางนี้มันแล้วแต่ความต้องการของแต่ละคนเลย อยากทำอะไรทำ เราจึงวางแผนว่าจะเดินประมาณ 300 กิโลจากเมือง Leon โดยใช้เวลาเดินประมาณ 2 อาทิตย์

แล้วจะไปเดินทำไม

ส่วนตัวเป็นคนชอบเดินอยู่แล้ว รู้สึกว่าเดินไกล ๆ สัมผัสธรรมชาติ เช่นการไปเดินป่า ปีนเขา ทำให้หัวโล่งดี กลับมามีพลังในการทำงานมากขึ้น และเส้นทางนี้ จริง ๆ แล้วเป็นที่นิยมมาก ปีนึงมี Pilgrim มาเดินกันเส้นทางนี้หลายแสนคน ถ้าอยากได้แรงบันดาลใจ เราขอแนะนำหนังเรื่อง The Way (2010) นำแสดงโดย Martin Sheen นอกจากนี้ยังมีหนังสือ บล็อก Podcast Youtube และอีกมากมาย

หลังจากหาข้อมูลแล้ว เรารู้สึกว่าทำไมมันดีจังนะ แบบได้ reflect ตัวเอง ผู้คนเป็นมิตร จริงใจ ได้เพื่อนใหม่ มันจะดีจริง ๆ เหรอ นี่คือความรู้สึกแรกที่ได้จากการหาข้อมูลเมื่อ 4-5 ปีก่อน แล้วมันก็ฝังอยู่ในหัวตลอดมาว่า ถ้ามีเวลาเมื่อไหร่จะต้องลองมาเดินให้รู้สักครั้ง อารมณ์ FOMO ว่ามันจะดีขนาดนั้นจริง ๆ ไหม

ขอออกตัวก่อนเลยว่าเราไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ เป็นคนพุทธแบบไทย ๆ นี่แหละ การเดินทางเส้นนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นการเดินเพื่อศาสนา บางคนมาเพื่อเคลียร์หัว และค้นหาตัวเอง หรือความหมายอะไรบางอย่าง บางคนเดินเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง บางคนถือว่าเป็นการผจญภัย นอกจากนี้ยังได้ความสนุกสนาน เจอคนใหม่ ๆ ลองอาหารสเปน และเรียนรู้วัฒนธรรมสเปน และประเทศอื่น ๆ อีกด้วย

พร้อมแล้ว ตามเรามาเลยในบล็อกถัดไป ว่าเส้นทาง Camino จะสมคำร่ำรือหรือไม่

Camino Day 0-1 : Léon
พวกเราจะเริ่มต้นการเดิน Camino ที่เมืองใกล้ ๆ กับเมือง Léon พวกเราเดินทางมาถึงมาดริดกันในช่วงเช้าเมื่อวาน จับรถไฟช่วงบ่าย และมาถึงเมือง Léon ในช่วงค่ำ ๆ กว่าจะถึงเมืองเลออนก็ใช้เวลากว่า 3 ชมบนรถไฟ วิวส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง ทำไร่