2 วันในมาดริด เมืองหลวงของประเทศสเปน 🇪🇸
มาดริด ถือว่าเป็นเมืองหลวงที่ยังไม่เก่ามากเมื่อเทียบกับกับประวัติศาสตร์ของประเทศสเปน เพราะเพิ่งย้ายมาจากเมืองหลวงเก่าซึ่งก็คือ Toledo ในปี 1561 เนื่องจาก Toledo ไม่สามารถขยายได้ตามจำนวนประชากรที่มากขึ้น King Philip II เลยย้ายเมืองหลวงมาที่มาดริดซะเลย
ของดีของมาดริดมีทั้งพระราชวัง พิพิธภัณฑ์ศิลปะดัง ๆ หลายแห่ง สวนสาธารณะที่ครึกครื้นมาก ตลาดนัดอย่างกับจตุจักรไทย ร้านอาหาร Tapas อร่อยหลากหลาย ราคาจับต้องได้ สวนป่าในสถานีรถไฟ ทีมฟุตบอล Real Madrid และแหล่งช้อปปิ้งชั้นดี
1. Museo Reina Sofia กับงาน Guernica ผลงาน Anti-war ช้ินสำคัญของ ปิกัสโซ่
พิพิธภัณฑ์ Museo Nacional Centro de Arte Reina Sofía แห่งนี้เป็น 1 ใน 3 ของ Golden Triangle Art Musuems ของมาดริด ที่นี้จะเน้นงานศิลปะสมัยใหม่ ยุคศตวรรษที่ 20 งานที่ดังที่สุดของที่นี่คือ Guernica ของ ปิกัสโซ่ ซึ่งงานนี้ถือเป็นงานชิ้นหนึ่งที่ดังที่สุดของปิกัสโซ่ เช่นเดียวกัน นอกจากงานนี้ ยังมีงานอื่นของปิกัสโซ่อีกค่อนข้างเยอะ และเรายังได้ทำความรู้จักกับศิลปินคนอื่นของสเปนอีกด้วย ศิลปินเด่น ๆ อีก 2 คนคือ Salvador Dalí เจ้าพ่อ Surrealist และ Joan Miró ศิลปินผู้ผสมผสานงาน Surrealist และ Abstract art เข้าด้วยกัน งาน 3 คนนี้ เรียกว่าเห็นที่ไหนก็จะจำได้ เพราะโดดเด่น และมีเอกลักษณ์มาก

Tip: Guernica อยู่ชั้น 2 ห้อง 205.10 ขึ้นไปดูอันนี้ก่อนเลย ดูเสร็จค่อยไปดูงานอื่น งานดัง ๆ ส่วนใหญ่อยู่บริเวณเดียวกัน แต่ห้องนี้ห้ามถ่ายรูป
ประวัติ Guernica ต้องย้อนกลับไปปี 1937 ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นช่วงสงครามการเมืองของสเปนระหว่าง Nationlist นำโดยนายพล Francisco Franco กับฝั่ง Republicans ตอนนั้นนายพล Franco เป็นพันธมิตรกับฮิตเลอร์ของเยอรมัน นายพล Franco ติดต่อไปทางว่าอยากกำจัดศูนย์กลางการติดต่อสื่อสารของฝั่งตรงข้ามที่เมือง Guernica ในแคว้น Basque Country ตอนเหนือของสเปน ซึ่งเยอรมันตอนนั้นก็อยากจะซ้อมแสนยานุภาพกองทัพอากาศของตัวเอง เลยส่งเครื่องบินรบมาถล่มเมือง Guernica มีพลเรือนบาดเจ็บล้มตายมากมาย ฝั่ง Republicans เลยติดต่อไปยังปิกัสโซ่ ซึ่งเป็นชาวสเปน แต่อาศัยอยู่ปารีส เพื่อสร้างงานชิ้นนี้ขึ้นมา งานนี้ถือเป็นงาน Anti War ชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งของโลก ถูกนำไปแสดงทั่วโลก เพื่อเรี่ยไรเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวสเปน และเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ รูปจริงขนาดใหญ่เท่าฝาบ้าน รายละเอียดของรูปเยอะมาก แนะนำให้หาข้อมูลก่อนดู เพื่อเพิ่มอรรถรสในการดู
พิพิธภัณฑ์นี้อยู่ติดกับสถานีรถไฟ Atocha ที่นี่จึงเหมาะมากสำหรับคนที่มีเวลาไม่มากที่มาดริด เพราะเดินทางสะดวก และแถมมีที่ฝากกระเป๋าด้วย (สถานีรถไฟที่สเปน ไม่มีที่ฝากกระเป๋า ถ้าอยากหาล็อกเกอร์ ให้หาจาก Google มีร้านเอกชนอยู่ตามรอบ ๆ สถานีรถไฟ)
2. ทำความรู้จักกับศิลปินชั้นครูของสเปนที่ Museo Nacional del Prado
สำหรับคนที่ชอบงานศิลปะยุคเก่าขึ้นมาหน่อย ต้องไม่พลาดพิพิธภัณฑ์ Museo Nacional del Prado มันดีมาก มีศิลปะหลายยุค ตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 - 19 ที่เด็ดคืองานของศิลปินระดับปรมาจารของสเปนคือ Velazquez, Goya และ El Greco นอกจากนี้ยังมีงานสุดเจ๋งของอย่าง The Garden of Earthly Delights ของ Bosch อีกด้วย



อ่านรีวิวเต็มของ Museo Nacional del Prado ได้ตามข้างล่างนี้
เปิดโลกดูงานศิลปินสเปนที่ Museo Nacional del Prado 🇪🇸
3. Royal Palace of Madrid

เป็นพระราชวังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตก มีห้องถึง 3,412 กว่าห้อง และยังเป็นที่อาศัยอย่างเป็นทางการของประมุขของสเปน แต่ปัจจุบันราชวงศ์สเปนไม่ได้พักอยู่ที่นี่ แต่ยังใช้สำหรับการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง เปิดให้คนเข้าชม แต่เปิดให้ชมแค่บางห้องเท่านั้น คงเดินไม่ไหวแหละ
แต่เดิมที่ตั้งเดียวกันเคยเป็นที่ตั้งของ Alcazar ซึ่งเป็นปราสาทแบบอิสลามมาก่อน ประเทศสเปนในช่วงปี 711 - 1492 เคยถูกแขกมัวร์ยึดครอง ต่อมาแขกมัวร์ถูกขับออกไปจากประเทศ แล้วสุดท้ายสเปนก็ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่มาดริด กษัตริย์ของสเปนหลายคนก็อยู่อาศัยอยู่ที่ Alcazar และมีการต่อเติมเรื่อยมา จนถึงคิวของ King Philip ที่ 5 ซึ่งเป็นกษัตริย์สเปนคนแรกของราชวงศ์ Boubon จากฝรั่งเศส และเคยประทับอยู่ที่พระราชวังแวร์ซายในสมัยเด็ก พระองค์ท่านก็ไม่ค่อยแฮปปี้กับพระราชวังเก่า แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ไกด์เล่าให้ฟังว่า "อยู่ดีคืนดี" ก็เกิดมีไฟไหม้พระราชวังเก่าขึ้นในปี 1734 ทำให้ต้องสร้างพระราชวังใหม่ ที่นี้เนื่องจาก King Philip มาจากฝรั่งเศส ท่านก็เลยสร้างให้ยิ่งใหญ่อลังการกว่าพระราชวังแวร์ซายซะเลย ข้างในใหญ่มาก ห้องเยอะมาก น่าวิ่งเล่นซ่อนหามาก
เข้าไปด้านในจะเป็นโถงบันไดทางเข้า ซึ่งถ่ายรูปได้ แต่หลังจากนั้นก็ห้ามถ่ายรูป มีห้องใหญ่อลังการหลายห้อง เช่น Banquet hall ไว้สำหรับรับแขกบ้านแขกเมือง เป็นห้องที่ใหญ่มาก และตกแต่งอย่างสวยงาม มี Chapel ที่ทองอร่ามมาก ห้อง Throne Room เดาว่าไว้ให้กษัตริย์ออกว่าราชการ นอกจากนี้ยังมีห้องแปลก ๆ เช่น Porcelain Room ที่ประดับเครื่องเคลือบ Procelain ไว้ตั้งแต่พื้นจรดเพดาน และห้องเล็ก ๆ แปลก ๆ หลายอีกห้อง

ที่นี่ถือเป็นที่เที่ยวอันดับท็อปของทุกคนในมาดริดเลยทีเดียว มีเวลาก็ควรมาแวะดู อาจจะใช้เวลาสัก 1-2 ชั่วโมงที่นี่
ตรงข้ามกับพระราชวัง เป็นที่ตั้งของ Almudena Cathedral ของมาดริด เป็น Cathedral ที่ใหม่มากเมื่อเทียบกับ Cathedral อื่น ๆ ของสเปน คือสร้างเสร็จในปี 1993 ข้างในมีกระจกสีแบบโมเดิร์น เพดาน Vault มีสีสันสดใส เข้าฟรี มีเวลาก็โฉบเข้าไปดู
ใกล้ ๆ มี look out ชื่อ Mirador de la Catedral เป็นจุดชมวิว Cathedral

4 ตลาดนัด EL RASTRO

ตลาด El Rastro เป็นตลาดนัดที่เปิดตอนเช้าวันอาทิตย์ โซนทางใต้ของเมือง เป็นตลาดนัดที่ใหญ่ ตั้งอยู่บน ถนน Calle de la Ribera de Curtidores พร้อมกับตรอกข้างเคียง
ตลาดนัดเป็นลักษณะคล้าย ๆ ตลาดนัดจตุจักรบ้านเรา คนมาตั้งโต๊ะขายของเรียงรายสองข้างถนน ข้าวของก็มีหลายอย่าง ตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องประดับ พัด (ใช่แล้วสาวสเปนนิยมถือพัดกัน โบกกันตลอดเวลา) ของที่ระลึก งานศิลปะ และอื่น ๆ ถ้าชอบเดินช้อปปิ้งกระจุกกระจิก ต้องห้ามพลาดที่นี่
เป็นตลาดที่เดินเพลิน ๆ แต่ต้องระวังตัวนิดนึงนะ น่าจะเป็นแหล่งนักล้วงกระเป๋าอีกแหล่งหนึ่งเลย เพราะเป็นตลาดที่เห็นคุณตำรวจคุมหัวถนน ท้ายถนน และเดินลาดตระเวนเยอะมาก
ตลาดเป็นเฉพาะวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึงบ่าย 3

5. El Retiro Park

สวนสาธารณะ El Retriro Park เป็นสวนสารณะขนาดใหญ่ ที่มีชีวิตชีวามาก สวนนี้เคยเป็นสวนส่วนพระองค์ของราชวงศ์สเปนมาก่อน แล้วตอนหลังจึงเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาเที่ยว ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Unesco World Heritage ร่วมกับพิพิธภัณฑ์ Prado
ในสวนมีไฮไลท์หลายจุด จุดแรกที่ไม่น่าจะพลาดคือทะเลสาบ ตั้งอยู่ใจกลางสวน เป็นทะเลสาบที่สร้างขึ้นมาระหว่างปี 1634 - 1636 เคยใช้เป็นที่แสดงโชว์ทางน้ำ ซ้อมรบทางน้ำ หรือเอาไว้ให้ราชวงศ์ได้พายเรือเล่น ตรงกลางมีอนุสาวรีย์ของ King Alfonso XII ตั้งอยู่ กิจกรรมตรงนี้คงหนีไม่พ้นการพายเรือในทะเลสาปแห่งนี้ พายไม่เป็นไม่เป็นไร เราเห็นคนสเปนพายกันเปะปะ วน ๆ กันหลายคู่
รอบ ๆ ทะเลสาบมีกิจกรรมมากมาย มีคนมาวาดรูปขาย เล่นดนตรี คนใส่ชุดสูบลม ครึกครื้น เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจให้คนท้องถิ่นได้จริง ๆ
อีกจุดที่ควรแวะไปเที่ยวคือ Crystal Palace เป็นเรือนกระจก ที่สร้างด้วยกระจกเกือบทั้งหมด ตอนไปกำลังทำการปรับปรุงอยู่เลยไม่แน่ใจว่าปกติไว้ปลูกต้นไม้จริง ๆ หรือเปล่า

ส่วนทางออกด้านใกล้กับสถานี Atocha ทางตอนใต้มีสวน Forest of Remembrance ซึ่งเป็นสวนที่ทำขึ้นเพื่อระลึกถึงเหยื่อผู้เสียชีวิต 193 ราย จากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดบนรถไฟในวันที่ 11 มีนาคม 2004 สวนประกอบไปด้วยต้นมะกอก และต้นสนไซปรัส ซึ่ง 1 ต้นแทนผู้เสียชีวิต 1 คน น่าเศร้าจริง ๆ

สวนแห่งนี้ยังมีรูปปั้น น้ำตก และสวนเล็กสวนน้อย อีกมากมาย คนชอบสวนก็มาเดินได้เพลิน ๆ
6 Free Walking Tour
การเดินทางมาท่องเที่ยวในเมืองที่เราไม่รู้จัก มีอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะทำให้เรารู้จักเรื่องราวของเมืองที่เรามาได้มากยิ่งขึ้น นั่นคือการไปเดินกับ Free Walking Tour
Free Walking Tour ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ฟรี คอนเซ็ปต์คือตัวไกด์จะนัดที่ใดที่หนึ่งในเมือง ซึ่งหาข้อมูลได้จากเวปไซต์ แล้วเค้าก็จะพาเราเดินไปในจุดต่าง ๆ ที่น่าสนใจของเมือง เดินไปเล่าเรื่องไป พอเดินจบ เราก็ทิปตามคุณภาพของไกด์
สำหรับที่มาดริด เราก็ไปร่วมกับ Free Walking Tour ซึ่งเริ่มต้นที่สถานีเมโทร Callao ซึ่งเป็นย่าน Gran Vía ย่านช้อปปิ้ง และมีตึกที่มีป้าย Schweppes เป็นป้าย iconic ของเมืองมาดริด จริง ๆ แล้ว ตึกชื่อ Edificio Carrión ป้ายนี้อยู่คู่กับตึกนี้มาตั้งแต่ปี 1972 ดูไปก็คล้าย ๆ กับย่าน Time Square ของนิวยอร์ค

ไกด์พาเราเดินไปเริ่มต้นทัวร์ที่ Puerta del Sol ซึ่งเป็นจุดที่นับเป็นศูนย์กลางของเมือง มีป้ายกิโลเมตร 0 อยู่ ซึ่งไกด์เล่าว่าหากไปยืนบนป้ายสองขา จะได้มาอยู่ที่มาดริด หากไปยืนเหยียบป้ายขาเดียว จะได้กลับมาที่มาดริดอีกครั้ง
ที่พลาซ่าแห่งนี้ มีรูปปั้น Mayor คนสำคัญของเมือง ซึ่งเป็น Super Mayor ที่ทำโน่นนี่นั่นให้กับเมืองมาดริดมากมาย เป็นคนสร้างพลาซ่าแห่งนี้อีกด้วย พลาซ่านี้ หากมองจากด้านบน จะเห็นเป็นรูปพระอาทิตย์ครึ่งดวงตามชื่อ (Sol แปลว่าพระอาทิตย์) และมีแฉก ๆ คือถนนหลักแยกไปตามทิศทางของเมืองใหญ่ ๆ ในสเปน แน่ะ แอบมีกิมมิกเล็ก ๆ
ใกล้ ๆ กันจะมีรูปปั้นหมีกับต้นไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ Code of Arm อยู่บนธงของเมืองมาดริด
พลาซ่าแห่งนี้ยังเป็นที่จุด Countdown ช่วงปีใหม่ จุดพลุ ฉลองกันตรงนี้นี่แหละ

จุดต่อมาที่น่าสนใจ คือ Plaza Mayor เป็นพลาซ่าขนาดใหญ่ที่มีตึกล้อมรอบ เป็นจุดศูนย์กลางของเมืองเก่าในมาดริด เมื่อก่อนเป็นตลาดสดมาก่อน ต่อมาเมื่อ พระเจ้า Philip II ย้ายเมืองมาก็มีการปรับปรุงให้พื้นที่นี้ให้กลายเป็นจุดศูนย์กลางประจำเมือง แต่อนุสาวรีย์ตรงกลางกลับเป็นของพระเจ้า Philip III

รอบๆ ของพลาซ่านี้เป็นตึกสามชั้นหน้าตาเหมือนกัน สีเหมือนกัน ล้อมรอบ มีแค่ส่วนเดียวที่สีไม่เหมือนตึกอื่น ไกด์เล่าว่าที่นี่โดนไฟไหม้ใหญ่ไปหลายหน มีตึกเดียวที่รอดไฟไม้ครั้งสุดท้าย และเป็น reference ให้กับการสร้างตึกรอบ ๆ

ถ้าเดินไปเดินมาในเมือง จะมีอีกจุดที่เป็นเอกลักษณ์ คือป้ายชื่อถนนที่มีชื่อ แล้วมีรูปวาดบนกระเบื้องเซรามิคประกอบ เรื่องเกิดจาก Super Mayor คนที่มีรูปปั้นอยู่ที่พลาซ่า Sol อยากให้มีการตั้งชื่อถนน แต่คนสมัยโบราณอ่านหนังสือไม่ออก สุดท้ายเลยต้องใช้รูปวาดที่เป็นเอกลักษณ์ของถนนนั้น ๆ แทน บางถนนวาดเป็นรูปหน้าคน อารมณ์ว่าสมัยก่อนคน ๆ นี้เคยอยุ่ซอยนี้ บางถนนวาดเป็นรูปอาคารที่สำคัญประจำถนน มีอยู่ถนนหนึ่งวาดเป็นรูปข้อศอก เพราะถนนนั้นมีโค้งหักศอก ความคิดสร้างสรรค์เลิศมาก
7. Tapas bar
อีกอย่างที่ห้ามพลาดคือ Tapas คืออาหารสเปนแบบจานเล็ก ๆ กินง่าย ๆ ไว้แกล้มเครื่องดื่ม หรือกินจนอิ่มก็ได้
Tapas ในมาดริดนี่เราถือว่ามาตรฐานดี ดีกว่าระหว่างทางเดินคามิโน่ ร้าน Tapas จะไม่ใหญ่มาก แล้วแต่ละร้านมีจะมีอาหารจานเด่นแตกต่างกันไป เราอาจจะเข้าไปร้านนึงกินอาหารจานหนึ่ง แล้วย้ายร้านไปกินอีกจานก็ได้ เรียกว่า Tapas Hopping ร้านที่ไปชิมมาแล้วอร่อยบอกต่อ ตามกันไปตามนี้
Casa Toni เค้าว่าเป็น Tapas bar แบบดั้งเดิมไม่กี่แห่งสุดท้าย คืออาหารจะแบบ simply the best คนมากินเรื่อย ๆ อาหารเช่นไส้กรอก Chorizo, blood sausage, patatas bravas (อันนี้คือมันฝรั่งทอด ราดซอสพริก)
La Casa del Abuelo ร้านนี้เป็นต้นกำเนิดกับกุ้งผัดกระเทียม (Garlic Prawn) อาหารสเปนยอดฮิตอีกจาน เล่ากันว่าตอนแรกร้านนี้เปิดมาเป็นร้านขายแซนด์วิช แต่ขนมปังราคาแพง เจ้าของร้านเลยไปตลาดเพื่อไปหาของถูกมาขาย ได้กุ้งกลับมาเลยมาทำเมนูนี้ขาย ปังมาจนถึงปัจจุบันนี้ ร้านนี้ผัดกระเทียมให้ดูกันสด ๆ ดูไป กินกุ้งไป จิ้มขนมปังกับน้ำมันมะกอกไป แกล้มกับ Vermouth on the tap ไป โอ๊ย อยากไปกินอีกจัง
Mesón del Champiñon ตามชื่อเลย ร้านนี้มีดีที่เห็ดย่างโรยหน้ากระเทียม พาสลีย์ และโชริสโซ่ เสิร์ฟพร้อมกับไม้จิ้มฟันสองอัน ปักมาบนเห็น เวลากินคนขายบอกให้ยกไม้จิ้มฟันสองอันขึ้นมาส่งเห็ดเข้าปากพร้อม ๆ กัน

ใกล้ ๆ กับร้านนี้ มีร้านอาหาร SOBRINO DE BOTÍN เป็นร้านอาหารที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ขายอาหารอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 1725 เค้าว่ามีเวลาเปิดให้เข้าชม แต่ถ้าไม่ได้ชมด้านนอกมีโมเดลร้าน กับป้ายจากกินเนสบุ้คให้ดูเล่นได้
ตลาด Saint Michael Market ตลาดนี้ของหน้าตาดี๊ดี ดูดีน่ากินทุกอย่าง มีอาหารแทบทุกอย่าง Tapas เล็ก ๆ เป็นคำ ๆ หรือเสียบเป็นไม้ ๆ เครื่องดื่ม ขนม ผลไม้ แฮม ชีส มีหมด คนเยอะตลอดเวลา ราคาก็ตามความน่ากินแหละ
La Campana ร้านนี้ขายเมนูสุดฮิตของกินเล่นของสเปน ซึ่งก็คือ แซนด์วิชปลาหมึกทอด (bocadillo de calamares) เมนูที่ประกอบด้วยขนมปังผ่าครึ่ง แล้วยัดไส้ปลาหมึกทอด ดูเหมือนจะแห้ง ๆ แต่รสชาติดีอย่างไม่น่าเชื่อ ไกด์เล่าให้ฟังว่าเมนูนี้มาจากคิงคนเดิมที่มาจากฝรั่งเศส ก่อนมาฮีเคยไปอยู่ที่ Maseille ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส และโปรดปรานปลาหมึกมาก ต่อมาเป็นคิงที่สเปน เมื่อคิงชอบ คนก็เลยเริ่มนิยมปลาหมึกกัน ทีนี้มาดริดมันไม่ติดทะเล ดังนั้นปลาหมึกเนี่ยต้องเดินทางมาไกล กว่าจะมาถึงก็เริ่มไม่สด ทำไง วิธีที่ทำให้อาหารอร่อยก็คือการทอด ทีนี้กินปลาหมึกอย่างเดียวมันไม่อิ่มไง ก็เลยต้องยัดใส่ขนมปัง เพื่อให้อิ่มท้อง
ร้านนี้คนต่อคิวยาวมาก ดูดี ๆ จะเห็นว่ามีสองแถว กินในร้าน กับ Take away ดังนั้น ถ้าจะแค่ซื้อแซนด์วิชไปชิม ก็ไปต่อแถว Take away ได้เลย คิวยาวแต่รอไม่นานมาก


Bodegas Rosell สำหรับคนที่จะหา Tapas bar ใกล้ ๆ กับ สถานี Atocha ร้านนี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เป็นร้านบ้าน ๆ ที่ยังเป็นร้าน Tapas แบบดั้งเดิมอยู่ มีเมนูหลายอย่าง มีภาษาอังกฤษด้วย ร้านนี้ถ้าสั่งเครื่องดื่ม จะแถม Tapas ซึ่งแล้วแต่ว่าแต่ละร้านจะแถมอะไร วันที่เราไป ร้านนี้แถมหอยแมลงภู่ดองมากับมันฝรั่งทอด (แบบเดียวกับเลย์) มาให้เป็นกับแกล้ม แล้วก็ pan คือขนมปังมาหนึ่งตะกร้า ส่วนอาหารอย่างอื่นทีสั่งคือ ปลาคอตกับมะเขือเทศ แล้วก็สลัดมะเขือเทศกับชีส แล้วอาหารอีกอย่างที่เจอตลอดทางในสเปน คือ คร้อกเก้


ของคาวจบ ต้องตบหวาน ขนมขึ้นชื่อของสเปนท่ีห้ามพลาด Chocolatería San Ginés ขาย Churros ที่อร่อยที่สุด ๆๆ Churro ทอดกรอบ เค็ม ๆ มัน ๆ แต่ทอดได้แล้วแห้ง ไม่มันเยิ้ม จิ้ม Chocolate ที่ดาร์คหน่อย ๆ ขมนิด ๆ มันสุดยอดมาก ๆ กิน Churro หมด ก็ไปซื้อมาเพิ่มได้ หรือแปลงช็อคโกแลตให้กลายเป็นเครื่องดื่ม ก็มีขายนมสดร้อนเอามาเติมให้ข้นน้อยลงได้อีกด้วย
ร้านนี้ขายดีขนาดมีเปิดหลายคูหา เลยมีชื่อ plaza เป็นของตัวเอง

นอกจากนี้มาดริดยังมีอีกหลายอย่าง และหลายย่านให้ไปดู แต่เรายังไปไม่หมด กะว่ายังไงได้ไปมาดริดอีกแน่นอน เหยียบขาไว้แล้วข้างนึงนี่นา (ที่ Plaza Sol) แปะไว้ให้ว่าถ้าจะไปช้อปปิ้งก็สถานี Grand Via ส่วนแฟนบอล Real Madrid ก็ต้องไปทัวร์สนามฟุตบอล Santiago Bernabéu Stadium อันนี้อยู่ทางตอนเหนือของมาดริด มีทัวร์ให้เข้าไปชมได้
จบจากมาดริด เราไปต่อ Day Trip กันที่ Toledo เมืองหลวงเก่าของสเปน