Camino Day 3 : Astorga - Rabanal del Camino ผ่าพายุฝนไปฟังพระร้องเพลง
วันนี้ฟ้าครึ้มแต่เช้า อากาศช่างแตกต่างจากเมื่อวานลิบลับ เดินออกจากตัวเมือง Astorga ด้วยการเดินเลียบถนนใหญ่สักระยะหนึ่ง รู้สึกว่าค่อนข้างน่าเบื่อ เดินไปได้สักพัก ก็เริ่มเดินตัดทุ่ง วิวสองข้างทางเป็นทุ่งหญ้า ผ่านหมู่บ้านหลายแห่ง ไฮไลต์ของวันนี้ คือหมู่บ้านก่อด้วยหินแบบโบราณเรียกว่าหมู่บ้านแบบ Maragato Villages ประตูบ้านเป็นประตูสีสด สีเขียว สีฟ้า สีแดง และยังปลูกดอกไม้สีสด ประดับประดา เรียกว่าเดินไป ถ่ายรูปหมู่บ้านสวย ๆ ไปในตัว

เราจะมาเล่าเรื่องคำทักทายของคนที่มาเดิน Camino กัน ปี ๆ นึงมีคนมาเดินเส้นทาง Camino เยอะมาก เรียกว่าเป็นหลักแสน ช่วงปี 2019 เดินเกือบ ๆ 350,000 คน ซึ่งทางเดินก็มีหลายเส้นนะ ส่วนเส้น Camino France เนี่ยเป็นเส้นยอดฮิต คนเดินก็เดินกันเกือบสองแสน คนต่อปี เราก็จะเดินเจอผู้คนหลากหลายสัญชาติ และทุกคนก็พร้อมที่จะทักทาย และพูดคุยกับเรา ถ้าเราเปิดใจ และกล้าที่จะคุยกับพวกเขา
คำทักทายที่ฮิตติดปากของ Pilgrim เนี่ยจะไม่ใช่ Hi หรือ Hello แต่เป็น Buen Camino แปลตรง ๆ Buen แปลว่า ดี ส่วน Camino แปลว่า ทาง หรือ path หรือ journey ก็ได้ ความหมายได้ทั้งทางกายภาพ และทางจิตวิญญาณ มันก็รวมกันได้เป็นประมาณ ขอให้เดินทางให้ดี เป็นการทักทาย และอวยพร ไปในตัว ส่วนถ้าเราเดินเจอชาวบ้านก็จะทักทาย Hola (โอลา) หรือสวัสดีธรรมดา รวมถึงบางคนที่ขี่จักรยานเค้าจะ Buen Camino ทักเราเหมือนกัน บางครั้งแอบคิดแบบขำ ๆ ว่าเค้าทักเราแทนการบีบแตรเป็นการขอทางไปในตัวได้อีกต่างหาก
วันนี้ Buen Camino ระหว่างทางได้คุยกับ pilgrim คนแรก เป็นคุณป้าฟรานซิส แกมาจากสก็อตแลนด์ รีไทร์แล้ว เดาว่าอายุระหว่าง 60 - 70 คุณป้ามาคนเดียว ป้าฟรานซิสเล่าว่าเดินมาแล้วยี่สิบกว่าวันแล้ว เดินมาจาก St Jean Pied de Port ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ Camino France (ระยะทางรวม 790 กิโล) แกฟิตมาก วันแรกแกเดินข้ามเขา pyrenees วันเดียวจบ หลังจากนั้น ส่วนใหญ่เป็นทางราบ ๆ ป้าฟรานซิสเล่าว่าหมู่บ้านโซนที่ติดกับฝั่ง Pyrenees น่ารัก ฟังแล้วอยากไปเดินฝั่งนั้น เราก็เลยถามป้าว่า เป็นผู้หญิงเดินคนเดียวปลอดภัยไหม แกบอกว่าโอเคมาก แกไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องอาศัย common sense ในการเดินทาง นอกจากนี้แกยังสอนให้ลองสอดส่องหารังนกกระสาขาว แกบอกว่าเจอบ่อยระหว่างทาง ฟรานซิสเดินเร็วมาก เราเดินเร็วขึ้นเกือบ 20% เพื่อจะได้เดินทันแก แกสุดยอด และแข็งแรงมาก เดินไปกับป้าจนเจอหมู่บ้าน ๆ หนึ่ง เฮ้ บนหอระฆังของโบสถ์ มีรังนกกระสาด้วย รังใหญ่มากเลย เราแยกทางกันที่เมืองนี้ เพราะป้าฟรานซิสเดินเร็วเกิ๊น

พักกินข้าวเที่ยงประมาณเที่ยง แต่คาเฟ่ยังไม่ขายข้าวเที่ยง อีกแล้ว เรายังงงเวลาอาหารเที่ยงที่สเปนอยู่ เวลาเที่ยง ๆ คาเฟ่แบบ Traditional จะยังไม่ขายอาหารแบบที่ต้องทำครัว ช่วงนอกเวลามีให้เลือกแค่พิซซ่า หรือ ปาเอย่า (paella ข้าวผัดสเปน) เคยอ่านว่าว่าอย่ากินปาเอย่าตามเมืองพวกนี้ เพราะมันจะเป็นแบบแช่แข็งมา แต่เราเดาว่าพิซซ่าก็คงแช่แข็งมาเหมือนกัน เราก็เลยเลือกปาเอย่ามา รสชาติก็พอได้แหละ แต่ทีเด็ดของคาเฟ่แถบนี้คือน้ำส้มคั้นสด ทุกร้านจะมีเครื่องคั้นนำ้ส้มอัตโนมัติ ใส่ส้มลูก ๆ ไป เครื่องก็จัดหั่น แล้วคั้นน้ำส้มออกมาเอง น้ำส้มส่วนใหญ่ 90% จะหวาน อร่อยมาก
สักพักแดดออก เห็นเมฆฝนอยู่ด้านหลัง ข้างหน้าฟ้าใสแจ๋ว ยังดีใจกันว่า รอดไม่เปียกฝนแล้ว แต่ไม่ถึง 15 นาทีต่อมา ก็ได้ยินเสียงฟ้าร้องใกล้เข้ามา พวกเราก็รีบจ้ำอ้าว แต่สุดท้าย ก็ไม่พ้น ฝนตกเม็ดเป้ง ๆ ถึงแม้พวกเราจะมีอุปกรณ์กันฝน ส่วนของร่างกายที่พ้นชุดกันฝน เช่นกางเกง และรองเท้าก็เปียกมะรอกมะแรก ไม่รอด

สักพักฝนหยุด อากาศก็ดีขึ้นนิดหน่อย ข้างทางดอกไม้ป่าออกดอกสีเหลือง แดง ม่วง สลับกันไป เราแวะพักอีกทีที่เก้าอี้ไม้ข้างทาง ถอดรองเท้ามานวดเท้า เจอพ่อหนุ่มที่มาจากอิตาลีที่นั่งพักอยู่ ฮีเล่าว่าฮีปวดเข่า อาจจะไปต่อได้ไม่ไกล ยังไม่ได้คุยกันมาก ก็รีบไปต่อเพราะฝนเริ่มไล่หลังอีกครั้ง
ระหว่างทางเดินเจอสติ๊กเกอร์เบอร์แท็กซี่ตลอดทาง ถ่ายรูปเผื่อไว้ แต่ในใจคิดว่าจะคุยกันรู้เรื่องหรือวะ ว่าจะให้มารับที่ไหน เดินไปอีกสักพัก เจอฟรานซิสอีกครั้ง เราเล่าให้แกฟังเรื่องเบอร์แท็กซี่ข้างทาง แกตอบว่า เชื่อไอ ยูไม่ต้องใช้แท็กซี่หรอก เราฟังแล้วก็ โอ้ ขนาดป้าอายุขนาดนี้ ยังไหว เราจะไม่ไหวได้ยังไง เอาวะสู้
ฝนตกอีกรอบ เม็ดเริ่มใหญ่ แล้วป้าก็เดิน / วิ่ง ทิ้งพวกเราไว้อีกครั้ง พวกเราก็เดินเปียกมะล่อกมะแล่กกันต่อไป จนในสุดเราก็เดินถึงหมู่บ้านปลายทางคืนนี้ คือหมู่บ้าน Rabanal del Camino
หมู่บ้านนี้ก็เป็นหมู่บ้านที่สร้างด้วยหิน เหมือนหมู่บ้านที่เจอวันนี้ อากาศหลังฝน ทำให้หมู่บ้านมีเสน่ห์เหมือนเป็นหมู่บ้านในหมอก สงบ และสวยงาม เหมาะสำหรับการหยุดค้างคืน และดูเหมือนว่าจะเป็นหมู่บ้านหลักสำหรับการค้างคืน เพราะมีโรงโรม และโฮสเทลพอสมควร

อาหารเย็น ที่กินตามเวลาอาหารเที่ยงของสเปนคือตอนบ่ายสามกว่า จานที่น่าพูดถึงคือสลัด จานนี้มี goat cheese ก้อนใหญ่โปะลงมา สลัดของโซนนี้จะมีแอสพารากัสขาวดอง ประกอบมาด้วย ใส่น้ำสลัดผสมมัสตาร์ด รสชาติกลมกล่อม ส่วนอีกอย่างที่น่าสนใจคือซุปกะหล่ำปลี คาดว่าน่าจะคล้ายกับซุปของ Cocido Maragado ที่ไม่ได้กินเมื่อวาน รสชาติคล้าย ๆ กับกะหล่ำปลีต้ม อาหารเจ บ้านเรา


หมู่บ้านนี้มีทีเด็ดอีกอย่างคือทุกวันตอนเย็น จะมีพิธีอวยพรสำหรับ pilgrim ซึ่งพระที่ประกอบพิธีจะอ่านบทสวดแบบ Gregorian chant เราฟังแล้วเหมือนร้องเพลง สำหรับเราชาวพุทธ ซึ่งก็ไม่ได้มีโอกาสเข้าโบสถ์ทำพิธีอะไรสักเท่าไหร่ ก็รู้สึกว่ามันแปลก และได้บรรยากาศดี
สรุประยะเดิน
- ระยะทาง : 19.8 กิโลเมตร
- ระยะเวลาโดยประมาณ : 5 ชั่วโมง
- จำนวนก้าว : 32,500 ก้าว
- ระยะความสูง : เดินขึ้นทั้งหมด 330 เมตร ลงทั้งหมด 50 เมตร
- ความยากง่าย : เกรด 2.5/5
- สภาพอากาศ : ฝนฟ้าคะนอง
- เมือง / หมู่บ้านที่ชอบ : Murias, Santa Catalina, Rabanal del Camino
