Camino Day 0-1 : Léon เมืองนี้ดี๊ดี แถมยังมี Tapas ฟรี
พวกเราจะเริ่มต้นการเดิน Camino ที่เมืองใกล้ ๆ กับเมือง Léon
พวกเราเดินทางมาถึงมาดริดกันในช่วงเช้าเมื่อวาน จับรถไฟช่วงบ่าย และมาถึงเมือง Léon ในช่วงค่ำ ๆ
กว่าจะถึงเมืองเลออนก็ใช้เวลากว่า 3 ชมบนรถไฟ วิวส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง ทำไร่ และ ที่น่าสนใจคือ เห็นกังหันปั่นไฟตลอดทาง ปัจจุบันนี้กังหันปั่นไฟเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าหลักประเทศ คิดเป็นร้อยละ 26 ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดในปี 2021 นับเป็นประเทศที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากลมเป็นอันดับ 5 ของโลก
เมืองเลออน อยู่แคว้น Castella and Léon เป็นเมืองใหญ่ที่มีอะไรให้ดูพอตัว เนื่องจากเคยเป็นเมืองหลวงของ Kingdom of Léon ในปี 910 และเป็นเมืองที่เป็นฐานสำคัญของชาวคริสต์ในการต่อสู้กับแขกมัวร์ (มุสลิมที่อยู่โซนคาบสมุทรไอบีเรีย และตอนเหนือของแอฟริกา) ในช่วงการทำสงคราม Reconquest สงครามขับไล่ชาวมัวร์ และรวมประเทศสเปนในวันเวลาถัดมา
บริเวณเมืองเก่าสามารถเดินได้จากสถานีรถไฟ ระยะพอเหนื่อย เมืองเก่านี้เป็น car free มีแค่รถสาธารณะ กับพวกรถเซอร์วิส ต่าง ๆ ที่เข้าบริเวณนี้ได้
เมืองนี้มีที่เที่ยว และร้านอาหารค่อนข้างเยอะ พวกเราเลยเผื่อเมืองนี้ไว้เที่ยว 1 วัน พร้อมกับทำการปรับเวลา ก่อนที่จะเริ่มเดิน Camino
ตอนนี้เราเข้าที่พัก ล้างหน้า ล้างตาเรียบร้อย ก็เกือบจะเป็นเวลาอาหารเย็นของชาวสเปนคือ สองทุ่มครึ่ง ร้านอาหารเป็นร้านที่เจ้าของที่พักแนะนำ ร้านนี้ดีงามแถม Tapas เวอร์วัง สั่ง 1 ดริงค์แถม Tapas เป็น Jamón (แฮมแบบสเปน) และ ไส้กรอก Chorizo สไลด์ นอกจากนั้นยังไม่พอ ยังมีแถมขนมปังอีกตะกร้า เติมได้ด้วยอีกต่างหาก
เราก็มองคนอื่นกันว่าเค้าสั่งอะไรกันยังไง สรุปจ้า ทั้งบาร์สั่งกันแค่ดริงค์ ที่แถม Tapas อันนี้ ราคาดริงค์ก็เป็นมิตร ง่าย ๆ คือสามารถอิ่มได้ด้วยเงินไม่กี่ยูโร
ดูราคาไวน์สิ 2-3 ยูโร แถมไวน์สเปนก็มีชื่อเสียงด้วยนะ

เมนูดริงค์ที่เราเรียนรู้ในวันนี้ และชอบมาก ๆ ตลอดทริปนี้คือ Tinto de verano คล้าย ๆ Sangria แต่ปรุงง่ายกว่า คือเอาไวน์แดง แบบไม่ต้องแพง มาผสม น้ำโซดา หรือ น้ำมะนาวโซดาโดยใช้สัดส่วนประมาณ 1 ต่อ 1 แล้วก็ฝานพวกส้ม หรือเลมอนลงไป กินง่าย อร่อยทุกร้าน

อิ่มแล้ว ก็ยังไม่มืด ช่วงหน้าร้อนนี่สเปนมืดช้ามาก สว่างยัน 4 ทุ่มเลยทีเดียว เดินผ่าน Cathedral เปิดไฟสวยเชียว

เช้าวันรุ่งขึ้น เรายังจะอยู่ที่เมืองนี้อีกหนึ่งวันเพื่อปรับเวลา ตอนเช้าก็ออกไปหาอะไรกินกัน เมือง Léon เป็นเมืองเก่าที่มีบ้านเรือนสีสดใส และมีความยุ่งที่กำลังดี เสิร์ชเจอร้าน El Patio ร้านหน้าตาคาเฟ่ค่อนข้างฮิป เดินงง ๆ เข้าไปที่ counter ตาอ่านป้ายภาษาเสปน พยายามเข้าใจว่ามันคืออะไรบ้าง


สั่งกาแฟมาสองแก้ว พร้อมจิ้มอาหาร 2 อย่างที่พอรู้จัก ได้มาเป็น Tortilla de patatas หรือคือไข่เจียวสเปน เป็นไข่ผสมกับมันฝรั่งแล้วไปทอดเหมือนไข่เจียว แต่มันจะออกมาฟู ๆ เหมือนเค้กปอนด์ เวลาเสิร์ฟจะสไลด์ออกมาเป็นชิ้นๆ เหมือนเค้ก อร่อยดี อาหารจานนี้ถือเป็นอาหารหลักระหว่างการเดิน Camino ทีเดียว อีกจานที่สั่งถือเป็น snack ประจำชาติอีกอย่างคือแซนด์วิชปลาหมึกทอด (Bocadillo Calamares) ตอนแรกเจอเมนูนี้คืองง เพราะมันคือขนมปังบักเก็ต ผ่าครึ่ง ยัดใส่ปลาหมึกทอดวง ๆ เข้าไป ไม่มีซอสอะไร แค่โรยเกลือนิดหน่อย แต่รสชาติดีเกินคาด ไม่แห้ง และปลาหมึกทอดได้กำลังดี สรุปได้กาแฟสองแก้ว กับอาหารสองอย่าง พนักงานคิดราคา 3 ยูโร !!! เฮ้ย ถึงกับถามเค้าว่ามัน 3 ยูโรได้ไง เค้าบอกว่ากาแฟสองแก้ว 3 ยูโร แต่อาหารฟรี โอ้แม่เจ้า คิดไปคิดมา อ๋อ มันต้องเป็นแบบ Tapas แน่เลย สั่งเครื่องดื่ม แถมอาหาร อร่อยด้วย ร้านนี้ ถูกและดี กินไปกินมา จัดไปอีกชุด รอบนี้เป็นกาแฟ และน้ำส้มคั้นสด และอาหารอีก 2 อย่าง ก็ยัง 3 ยูโรเหมือนเดิม อิ่ม !!

ถึงเวลาเที่ยว เราแวะไป Basílica de San Isidoro กับ Museum of St Isidoro - Royal Collegiate สำหรับ Basilica สร้างบนโบสถ์โรมันเก่า แต่สร้างใหม่เป็นแบบ Romanesque ค่อนข้างเรียบ และเข้าฟรี เดินอ้อมตึกไปด้านหลังเป็นส่วนของพิพิธภัณฑ์ ที่เก็บค่าเข้า ไฮไลท์คือ The Royal Panteon เป็นที่ฝังศพของราชวงศ์ 33 พระองค์ของเลออน จุดเด่นคือมีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง (บนเพดาน) จากศตวรรษที่ 12 เป็นเรื่องราวของคริสตศาสนาที่ยังคงความสวยงามไว้อยู่ ได้รับการเปรียบเทียบเป็น Sistine Chapel ของศิลปะแบบ Romanesque
และอีกไฮไลท์คือ Chalice of Doña Urraca ซึ่งถูกเก็บรักษาอยู่ที่นี่อย่างเงียบ ๆ มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 แต่จู่ ๆ ก็มีการตีพิมพ์ในปี 2014 ว่าถ้วยนี้คือ Holy Grail ทำให้มีคนเข้ามาเยี่ยมชมมากมาย ตอนนี้ถ้วยนี้จึงถูกจัดแยกจากสมบัติชิ้น ๆ อื่น ๆ นอกจากนี้ยังจัดแสดงห้องสมุดหนังสือโบราณจากศตวรรษที่ 10 ซึ่งบางเล่มมีขนาดใหญ่มาก

หลังจากนั้นเราเดินเล่นในเมืองอีกนิดหน่อย และมุ่งหน้าสู่ Cathedral ประจำเมือง กว่าจะถ่ายรูปพร้อมเข้าประมาณบ่ายโมงครึ่ง เจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้า เพราะปิดพักกลางวันตอนบ่าย 2 และจะเปิดใหม่ตอน 4 โมง เราก็มองหน้ากันว่าโดน "Spanish Siesta" เล่นงาน เมืองนี้ยังพักเบรก Siesta หรือนอนกลางวันกันอยู่ ซึ่งที่เห็นจะประมาณ บ่าย 2 - 4 โมงเย็น แล้วร้านรวงต่าง ๆ จะเปิดกันใหม่จาก 4 โมง จนถึง สองทุ่มครึ่ง โดยประมาณ ส่วนร้านอาหาร จะก็เปิดขายอาหารเที่ยงช่วงบ่าย 2 - 4 โมง และอาหารเย็น 2 ทุ่ม บางแห่งสองทุ่มครึ่ง
พวกเราเลยแวะเดินต่อไป เมืองนี้มีงาน 1 ใน 3 ของ Antoni Gaudi สถาปนิกชาวบาเซโลน่าอยู่นอกแคว้น Catalonia ซึ่งคือ Casa Botines ด้านหน้าตึกมารูปปั้นของ Gaudi นั่งสเก็ตช์ภาพอยู่ด้วย

เราหาข้าวเที่ยงกันที่ร้าน Tapas แห่งหนึ่ง เข้าไปประมาณบ่ายสองกว่าคนเต็มร้าน ที่สั่งส่วนใหญ่ก็แค่ดริงค์ และมี tapas แถมฟรี ซึ่งร้านนี้แถมเป็น paella ไก่จานเล็ก ๆ เป็น paella หรือข้าวผัดสเปนที่เค็มที่สุดในปฐพี ร้านนี้เราได้ลองอาหารจานใหม่อีก คือ พริกเขียวทอด และ ปลาแอนโชวี่ทอด และซุปมะเขือเทศเย็น ที่เค้าว่ากันว่ากินแล้วชื่นใจ


พอบ่าย 4 โมง ตามคาดคนออกไปจนหมดร้าน เหลือร้านโล่ง ๆ คงกลับไปทำงานช่วงบ่าย กันต่อ เราก็กลับไปที่ Cathedral อีกครั้ง
Léon Cathedral หรือชื่อเต็ม Santa María de Regla de León เป็นโบสถ์สไตล์โกธิคชิ้นโบว์แดงจากศตวรรธที่ 13 จุดเด่นของโบสถ์นี้คือกระจกสีที่ใช้ประดับแทนที่จะก่อผนังด้วยกำแพงทั้งหมด เป็นโบสถ์ที่มีกระจกสีทั้งหมดถึง 1,800 ตารางเมตร ซึ่งกระจกส่วนใหญ่มาจากศตวรรธที่ 13-15 ถือว่าเป็นสิ่งที่หาดูยากจากในยุคกลาง
เข้าไปถือว่าว้าวทีเดียวกับกระจกสีทั้งหมด


เมือง León ยังมี Plaza Mayor ซึ่งรายล้อมไปด้วยร้านอาหาร และที่นั่ง outdoor และ Plaza del Grano เป็นพลาซ่าตั้งแต่ยุคกลาง เป็นที่ตั้งของตลาด เป็นที่ตั้งของโบสถ์ Santa María del Camino เป็นพลาซ่ากว้าง ๆ พื้นหิน cobblestone และมีตึกเก่าและร้านอาหารนั่ง outdoor กันชิวๆ
เอาล่ะ ปรับตัว ปรับเวลากันได้แล้ว พรุ่งนี้ เราจะเริ่มเดิน Camino กันแล้ว
