Camino Day 2 : Léon - Hospital de Órbigo - Astorga เดินวันแรกท่ามกลางกลิ่นอายอัศวินยุคกลาง
เอาล่ะ ถึงเวลาเริ่มเดิน Camino ได้
ถ้าใครโผล่มาโพสนี้แล้วงงว่า Camino คืออะไร ลองไปอ่านโพสข้างล่างดู
ประวัติโดยย่อของ Camino de Santiago
การเดินจาก Léon ถึง Santiago จะประมาณ 310 กิโลเมตร พวกเราตัดสินใจย่นระยะทาง โดยการนั่งรถบัสจาก Léon มาถึงเมือง Hospital de Órbigo แล้วเริ่มการเดินจากเมืองนี้ ทำให้ระยะทางทั้งหมดในการเดินของเราอยู่ที่ประมาณ 285 กิโลเมตร เราจะใช้เวลาเดินทั้งหมด 13 วัน โดยที่เราจองโรงแรมล่วงหน้าไว้ทั้งหมดแล้วผ่านบริษัททัวร์
ก่อนออกจาก Léon พวกเราส่งกระเป๋าหนึ่งใบ ไปปลายทาง กระเป๋าใบนี้คือของที่ไม่ต้องใช้ระหว่างการเดิน Camino โดยเราจะเหลือกระเป๋า 1 ใบที่ส่งระหว่างโรงแรมทุกวัน และเป้คนละใบที่จะแบกระหว่างวัน ในกระเป๋าเป้ day pack จะมีพวกอุปกรณ์กันฝน กันหนาว (ถ้าออกเช้า อากาศจะเย็น) ยา first aid ครีมกันแดด ขนมนิดหน่อย ซึ่งอาหารกินส่วนใหญ่หาได้กลางทาง น้ำ 1-2 ลิตร ซึ่งสามารถเติมได้ที่น้ำพุระหว่างทาง ผงเกลือแร่ แว่นตากันแดด หมวก ไม้เท้าสำหรับเดินป่า และอุปกรณ์กล้องถ่ายรูป (ถ้าขยันแบก)
เราเดินไปยังสถานีรถบัสของ Léon ซึ่งอยู่ติดกับสถานีรถไฟ รถบัสที่เราจะนั่งสามารถนั่งเลยไปถึงเมือง Astorga ได้ ป้ายที่สถานีบอกชัดว่าให้ไปขึ้นที่ป้ายไหน มี Pilgrim รอรถเมล์เยอะพอสมควร เท่าที่เห็นคนส่วนใหญ่นั่งไป Astorga กันเลย ส่วนเราจะลงไปเริ่มที่ Hospital de Órbigo แต่เราเดินย้อนมาเริ่มที่สะพาน El Paso Honroso “The honorable pass” ซึ่งเป็นสะพานแบบยุคกลางแบบโกธิค เมืองนี้เคยเป็นที่ที่เหล่าอัศวินมา Jousting หรือการที่สู้กันด้วยหอกบนหลังม้า (แบบเรื่อง The Knight’s Tale) สะพานแห่งนี้มีตำนานว่ามีอัศวิน Suero de Quiñonesโดนหญิงปฏิเสธรัก เลยใส่ปลอกคอเหล็กให้ตัวเอง แล้วปฏิญาณว่าจะไม่ถอดออกจนกว่าจะชนะ jousitng อัศวิน 300 คน อัศวินทั้งแคว้นได้ยินข่าวต่างก็มาสู้กับอัศวิน คนนี้ สรุปฮีชนะ เลยได้ปลดปลอกคอเหล็ก แล้วก็เดิน pilgrim ต่อไปจนถึง Santiago

ตอนเดินผ่านในเมือง เหมือนกำลังจะมีเทศกาล Jousting กัน เมืองประดับไปด้วยธง และแบนเนอร์แบบอัศวินโบราณ และเร่ิมมีร้านค้ามาขายของ ดูน่าสนุก เสียดายเพิ่งจะเริ่มออกเดิน ไม่อย่างงั้นจะหยุดดูสักหน่อย

การเดิน Camino จะเดินผ่านเมือง หมู่บ้าน และทางระหว่างเมือง หรือว่าก็คือบ้านนอกสเปนนั่นแหละ พอผ่านเมืองนี้ได้สักพักก็จะเข้าเขตเกษตรกรรม และหมู่บ้านที่เล็กกว่า อากาศช่วงเช้าดี เดินสบาย

พอเดินไปได้สักพัก ก็ต้องหาห้องน้ำเข้า ประเทศสเปนเป็นประเทศที่ไม่มีห้องน้ำสาธารณะ เวลาจะเข้าห้องน้ำก็เข้าทุ่ง ซึ่งจากในภาพ หาที่ลับตายากมาก อีกออปชั่นนึงคือ เข้าคาเฟ่ หรือร้านอาหาร ซึ่งพอเราเดินไปสักพัก ก็เจอคาเฟ่ เลยแวะกินไอติมดับร้อนนิดนึง แวะปั๊ม Credential ด้วย
Credential หรือ Pilgrim Passport สามารถซื้อได้จาก Pilgrim office ในเมืองที่เริ่มเดินทาง หรือว่าซื้อ online ก่อนไป เป็นเหมือนแผ่นพับ มีที่ว่าง ๆ ให้ปั๊มแสตมป์จากร้านค้า และโรงแรมระหว่างทางเดิน ถ้าหากต้องการจะทำใบประกาศนียบัตร (หรือเรียกว่า Compostela) หลังเดินจบจะต้องปั๊มวันละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อยในช่วง 100 กิโลเมตรสุดท้าย แต่ก็ถือเป็นกิจวัตรว่าจะหาที่ปั๊มวันละ 2 ครั้งตั้งแต่เริ่มเดิน ถือเป็นที่ระลึกไปในตัว

เราเดินต่อไปสักพัก แล้วเช็คข้อมูลจากแอป Buen Camino กับ Camino Ninja (เดี๋ยวเราจะแนะนำวิธีการใช้แอปเป็นการถัดไป) แล้วพบว่าเราควรจะพักเที่ยง แต่เราดันเลยเมืองที่มีร้านอาหารมาแล้ว เลยต้องเข้าไปฝากท้องที่ Alburge ข้างทาง ป้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เราก็สั่งมามั่ว ๆ ได้สลัด กับชุด Combination plate ซึ่งคือชุดเนื้อเสต็กกับเฟรนซ์ฟราย ช่วงที่กินก็ฝนตกพอดี ถือเป็นการหลบฝนไปในตัว
เริ่มออกเดินช่วงบ่าย พอฝนหาย แดดจัดเลย แถมทางวันนี้เป็นทางบนถนนกรวดส่วนใหญ่ และไม่มีต้นไม้สองข้างทาง ร้อนมาก ทางขึ้นลงสลับกัน ไม่ชัน แต่ไม่ง่าย แทบจะหยุดทุกใต้ต้นไม้ที่เจอ เดินไปได้สักสองชั่วโมง คิดว่าน่าจะใกล้ถึงแล้ว ก็เจอ snack stand เป็นของอาสาสมัครชื่อ David Vidal มาตั้งไว้ มีที่ผลไม้ เครื่องดื่ม ที่นั่งพัก ไม่เสียเงิน แต่ใช้ระบบบริจาค ตอนเราไปถึง David ก็นอนอาบแดดอยู่ เราร้อนแทบตาย ฮียังนอนตากแดด ทักทาย คุ้ยเม้าท์มอยเรื่องเมืองไทยนิดหน่อย แล้วถามเค้าว่าเดินอีกไกลมั้ย เค้าบอกว่ายังเหลืออีกประมาณ 6 กิโลกว่าจะถึง Astorga เฮ้อ ยังไปอีกไกล

เดินต่อไปผ่านทุ่ง และสวนผลไม้ อีกสักพัก เราก็เจอไม้กางเขนแลนด์มาร์ก ชื่อ Crucero de Santo Toribio ซึ่งเราจะเห็นวิวของเมืองที่เราจะเดินผ่าน และ Astorga อยู่ลิบ ๆ


หลังจากนี้เป็นช่วงเดินลงเขา ผ่านเมืองและถนน ทางเดินเดินไม่ยาก แต่ที่ยากคือแดด และความร้อน ยิ่งบ่ายยิ่งร้อน อีกสองชั่วโมงผ่านไปเราก็เดินถึง Astorga จุดหมายปลายทาง
เมืองนี้เป็นเมืองค่อนข้างใหญ่ ไม่เท่า Léon แต่มี Cathedral เป็นของตัวเอง ตกแต่งแบบ Baroque รูปปั้นทุกอย่างนูนออกมาเป็น 3D และยังมี Gaudi’s Palace ซึ่งเป็นงานของ Antoni Gaudi อีกด้วย



เมืองนี้มีอาหารดังคือ Cocido Maragado ซึ่งเป็นเหมือนสตูเนื้อสัตว์ และเครื่องใน มีความพิเศษคือ ลำดับการเสิร์ฟที่ไม่ธรรมดา คือ เสิร์ฟเนื้อสัตว์ก่อน แล้วจึงเสิร์ฟผัก แล้วซุปตามมา แต่น่าเสียดายที่ร้านอาหารที่เมืองนี้ค่อนข้าง traditional เรื่องเวลาเปิดปิดครัว เราไปถึงเมืองประมาณเกือบห้าโมง ร้านอาหารปิดสำหรับมื้อเที่ยงแล้ว แล้วเปิดมื้อเย็นอีกทีตอนสองทุ่มครึ่ง ส่วนเราหิวมากเลยต้องหาของกินก่อน ไม่ได้รอร้านเปิดเพื่อลองเมนูนี้
วันแรกเดินไม่ไกลมาก แต่เรียกว่าเป็นวันที่ยากทีเดียว น่าจะเพราะยังไม่คุ้นกับระยะทาง และแดดที่ค่อนข้างร้อน
สรุประยะเดิน
- ระยะทาง : 17.8 กิโลเมตร
- ระยะเวลาโดยประมาณ : 5 ชั่วโมง
- จำนวนก้าว : 35,000 ก้าว
- ระยะความสูง : เดินขึ้นทั้งหมด 250 เมตร ลงทั้งหมด 200 เมตร
- ความยากง่าย : เกรด 2.5/5
- สภาพอากาศ : ร้อน ไม่มีร่มเงา
- เมือง / หมู่บ้านที่ชอบ : Hospital de Órbigo, Astorga
- แผนที่ควรจะปรับ : ออกจาก Léon เช้ากว่านี้
