Camino Day 12 : Palas de Rei - Arzúa กินปลาหมึก และเดินท่ามกลาง Heatwave
วันนี้เป็นวันที่แอบกังวลล่วงหน้า (ทั้งที่บอกตัวเองว่าไม่ต้องกังวล) ว่าจะหนัก เพราะวันนี้เราแผนของเราเดินไกล บวกกับฮีทเวฟที่มาถึงแล้ว
เช้าวันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง (ม่ายยยนะ เราอยากได้เมฆครึ้มแบบเมื่อวาน) ทางเดินขึ้น และลงสลับกันไป ช่วงเช้าอากาศดี ทางเดินร่มรื่น เดินเจอสองสาว แอนนาจากคริสซี่ระหว่างทาง

เราเดินเจอสิ่งก่อสร้างหน้าตาเหมือนห้องเก็บอะไรสักอย่าง สร้างลอยอยู่เหนือพื้น บางอันมีไม้กางเขนที่หัวจั่วด้วย เราก็เดากันไปต่าง ๆ นา จากที่เก็บแฮม ไปจนถึงที่เก็บอัฐิบรรพบุรุษ สุดท้าย แอนนา ผู้ซึ่งพูดภาษาสเปนได้ เลยถามชาวบ้านแถวนั้น สรุปมันคือที่เก็บเมล็ดพืช เมล็ดข้าว ต่าง ๆ เรียกว่า Hórreo ซึ่งอาคารจะยกสูง และมีแผ่นกั้นขวางอยู่ระหว่างเสา เพื่อกันหนูไต่ขึ้นมา

แคว้นกาลิเซียมีดีอีกอย่างคืออาหารทะเล ที่ขึ้นชื่อคือปลาหมึกยักษ์ octopus (ภาษาสเปนคือ Pulpo) ปลาหมึก squid และหอยหลอด razor clam
วันนี้เราจะเดินผ่านเมือง Melide ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ อดีตเคยเป็นศูนย์กลางการเดินทางช่วงยุคกลาง ตอนนี้ของขึ้นช่ือของเมืองคือปลาหมึกยักษ์ ชื่อเมนูคือ Pulpo a la Gallega หรือบางทีจะเจอในชื่อ Polbo á feira ซึ่งก็คือปลาหมึกต้ม แล้วเอามาคลุกน้ำมันมะกอก และโรยพริกแดง ๆ เราเข้าร้านดังชื่อ Pulperia Ezequiel ร้านนี้ดังปลาหมึก แต่พอจะหาในเมนูกลับไม่มีอาหารจานนี้ แต่ใช้ระบบให้พนักงานเสิร์ฟเดินมาถามว่าเอาปลาหมึกมั้ย กี่จาน ส่วนอาหารอย่างอื่นมีในเมนู เรื่องรสชาติ เอาจริง ๆ คือเราชิมเมนูนี้มาตลอดทาง จานนี้จานที่สามแล้วมั้ง ร้านนี้ทำโอเค และปรุงใช้ได้ แต่ปลาหมึกที่หวานสุด ๆ (แต่ดันปรุงเค็มเกิ๊น) ดันอยู่ในเมือง Molinaseca เมืองน่ารักที่อยู่ก่อนข้ามภูเขาเข้าแคว้นกาลิเซีย



หลังอาหารเที่ยง ยังต้องเดินอีกไกล แดดเริ่มออก ช่วงสองชั่วโมงสุดท้ายนี่โหดสุด ๆ อากาศร้อนมาก และไม่มีร่มเงา ถึงกับต้องหลบแดดพักกินน้ำกินท่า มองหน้ากันว่าจะเดินต่อ หรือรอแดดร่มแล้วค่อยไป กัดฟันเดินต่อไป เพราะยิ่งบ่ายก็ยิ่งร้อน แอนนา และคริสซี่พักเมือง Ribadiso ซึ่งถึงก่อนเมือง Arzua ประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นเมืองที่น่าจอดมาก แต่เราจองที่พักไว้แล้ว เลยต้องทนเดินในแดดที่ร้อนมากอีกเกือบชั่วโมงกว่าจะถึง เป็นวันที่เรียกว่าสาหัสที่สุดวันหนึ่งของการเดินเลยทีเดียว โชคดีที่พักที่จองไว้มีแอร์ !!! นี่เราไม่เจอแอร์มาหลายวันแล้ว

Arzua เป็นเมืองใหญ่ ดังเรื่องชีส ส่วนมื้อเย็นเรากินกันง่าย ๆ โดยการไปถอย Jamón ibérico หรือคือ Iberian ham แฮมขึ้นชื่อของสเปน จากซุปเปอร์มาร์เก็ต น่าจะสัก 5 ยูโรต่อแพ็ค อือ มันก็อร่อยนุ่มลิ้นต่างจาก Jamon 1 ยูโรอยู่นะ
ว่าด้วย Jamón ibérico คำว่า Jamón มันคือแฮมแบบสเปน มันไม่ใช่แฮมแบบที่เราคุ้นเคย แต่เป็นแฮมที่หั่นสไลด์บาง ๆ ออกมาจากขาหมูโดยตรง ทำให้แต่ละแผ่นบางมาก และมีไขมันขาว ๆ ติดทุกแผ่น คล้าย ๆ กับ Prosciutto แฮมอิตาลีที่เอาไว้กินกับเมล่อน หรือชีส
ถ้าเอาแบบพิเศษสุด ๆ ต้องชิม Jamón Ibérico de Bellota นี่คือ ทำจากหมูดำ Iberian ซึ่งเลี้ยงแบบ free range ปล่อยให้หากินตามธรรมชาติ และก่อนที่จะถึงช่วงที่จะเอามาทำแฮม ก็ค่อยเลี้ยงด้วยลูกโอ๊คอย่างเดียว พอได้ที่ก็จัดการเข้าพิธี ‘sacrifice’ แล้วก็เอาขาแฮมมาพอกเกลือ แล้วเอาไปแขวนในถ้ำให้แห้งด้วยลมภูเขา เป็นหมูแฮปปี้ ฟังดูมีความออแกนิก แต่ราคาก็อัพกันไปตามความออแกนิกนั้น
ซึ่งถ้าเราเข้าร้านอาหารที่ดีหน่อยที่เสปน หรือร้านขายแฮม จะเห็นขาแฮมตั้งอยู่เป็นขา ๆ หรือห้อยอยู่กับเพดาน นั่นก็คือขาแฮมก่อนจะไสลด์แฮมเป็นแผ่น ๆ นั่นเอง
สรุประยะเดิน
- ระยะทาง : 29 กิโลเมตร
- ระยะเวลาโดยประมาณ : 7 ชั่วโมง
- จำนวนก้าว : 44,500 ก้าว
- ระยะความสูง : เดินขึ้นทั้งหมด 620 เมตร ลงทั้งหมด 800 เมตร
- ความยากง่าย : เกรด 3.5/5
- สภาพอากาศ : แดดจ้า และร้อน
- เมือง / หมู่บ้านที่ชอบ : Ribadiso
- แผนที่ควรจะปรับ : หยุดค้างคืนที่ Ribadiso แทน Arzua
