Camino Day 15 : สุดขอบโลกที่ Finisterre - Muxía
วันนี้เรามีทัวร์ Day Trip ไปเมือง Finisterre และ Muxia
ในสมัยก่อนที่ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสจะไปพบทวีปอเมริกา Pilgrim ยุคกลางถือว่าเมือง Finisterre ซึ่งอยู่สุดฝั่งภาคตะวันตกของเสปน ติดกับมหาสุทรแอตแลนติก แปลตรง ๆ ว่าสุดขอบโลก การเดินต่อจากเมืองซานติเอโก ไปจนถึง Finisterre เลยเหมือนเป็นการเดินจนจบแบบธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้ดูพระอาทิตย์ตกดินที่ประภาคารที่ Finisterre จะถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดการเดินทางโดยสมบูรณ์
ทัวร์มาเป็นรถบัส ดูเหมือนว่าจะมีคนโปรตุเกสในทัวร์เยอะ เพราะไกด์บรรยายภาษาโปรตุเกส (แทนที่จะเป็นภาษาสเปน) และอังกฤษ งงแฮะ
เมืองแรกที่ไกด์พาไปคือเมือง Muros เป็นเมืองประมงเก่า เมืองน่ารัก บ้านสีสวย และมีโบสถ์อยู่บนเขาสูงสุดของเมือง แต่ปัจจุบันดูเหมือนจะกลายเป็นกึ่งเมืองท่องเที่ยว


ระหว่างทางไกด์จอดพาไปดู Horroe หรือที่เก็บเมล็ดพืชพันธุ์ ที่ยาวที่สุดในกาลิเซีย ยาวสะใจจริง ๆ

จุดต่อไปเป็นน้ำตก Fervenza do Ézaro เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ รอบ ๆ ด้านเป็นภูเขาหินแกรนิต ทางเดินมีแพล็ตฟอร์มทำไว้อย่างดี ไกด์เล่าว่าเมื่อก่อนโรงงานไฟฟ้าแถวนี้ ผันน้ำออกไปจากน้ำตก ทำให้ไม่มีน้ำมาระยะหนึ่ง แต่พอเสปนเข้า EU โรงไฟฟ้าโดนบังคับให้แบ่งน้ำออกมาที่น้ำตกบ้าง ตอนนี้เลยมีน้ำตกให้ชม


หลังจากนั้นเราก็เข้าตัวเมือง Finisterre เมื่อเทียบกับหมู่บ้าน Muros แล้ว Finisterre ดูสวยน้อยกว่า สารภาพว่าผิดหวัง คิดว่าดูยังไงก็ไม่เห็นจะเหมือนสุดขอบโลก โห นี่ถ้าเดินมาตั้งไกล เพื่อมาเมืองนี้เนี่ยนะ มันต้องมีประภาคารสิ ตอนนั้นลืมไป ว่าจริง ๆ แล้วต้องเดินต่อไปอีก พอไกด์ลากทุกคนขึ้นรถเดินทางต่อจุดต่อไป ซึ่งเป็นแหลม และมีประภาคาร เลยถึงบางอ้อว่า จุดนี้นี่เอง ที่เรียกว่าสุดขอบโลก ค่อยดูสมชื่อหน่อย แต่ทางเดินมาก็ดูขึ้นเขาพอสมควร เดินมาเรียกว่าได้เหนื่อยหลายแฮ่ก แต่สวยอยู่นะ นึกภาพว่าถ้าเดินมาถึงจุดนี้ เจอพระอาทิตย์ตกดิน คงจะเป็นตัวแทนการจบบทของการเดินทางได้อย่างดี




ไกด์พาเราไปต่อที่เมือง Muxia เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับจบการเดิน Camino ด้วยเส้นทางมาเมืองนี้ยังไม่ได้รับความนิยมจาก pilgrim มากนัก จึงสงบกว่า Finisterre เมืองนี้มีโบสถ์ A Nosa Señora da Barca ที่ตั้งอยู่บนหินใกล้ ๆ กับทะเล ซึ่งมีตำนานเล่าว่าตอนที่เซนต์เจมส์เดินมาเผยแผ่นศาสนาที่สเปน แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนัก พระแม่มารีก็มาประจักษ์ในเรือหินให้เซนต์เจมส์เห็นที่จุดนี้ และให้กำลังใจว่าเซนต์เจมส์ทำได้ดีแล้ว ให้เดินทางกลับเยรูซาเล็มได้ ส่วนเรือหินที่พระแม่มารีประทับมานั้น ก็กลายเป็นหิน 3 ก้อนทีอยู่บริเวณหน้าโบสถ์ หินก้อนใหญ่เคยถูกใช้เป็นเครื่องตัดสินคดีกว่าว่าคนทำความผิดหรือไม่ โดยการให้คนไปยืนอยู่บนหิน ถ้าหินขยับแสดงว่าไม่ได้ทำผิด แต่ปัจจุบันหินก้อนนี้ได้แตกไปแล้วบางส่วน จากพายุในปี 1970s ทำให้ไม่ขยับอีกต่อไป ส่วนหินอีกก้อนมีตำนานเรื่องสามารถรักษาอาการปวดหลังได้ถ้าลอดใต้หิน 9 ครั้ง แต่เห็นแล้วรู้สึกปวดหลังก่อนที่จะลอด


เมืองสุดท้ายที่ไกด์พาไปชมคือเมือง Ponte Maceira อยู่บนเส้นทางเดิน Santiago - Finisterre เมืองนี้สวยเหมือนอยู่ยุคกลาง มีสะพานโบราณ มีโรงโม่โบราณที่ใช้พลังจากน้ำในแม่น้ำ บรรยากาศดีมาก เห็นแล้วอยากเดินอีกสักรอบ


เราจบทัวร์กลับมาที่เมืองซานติเอโก เกือบหกโมงครึ่ง ประทับใจในการตั้งใจบรรยาย และความทำงานหนักของไกด์ และ พาไปหลายจุดมาก คุ้มสุด ๆ ทัวร์นี้
